การซื้อขาย option

Apr 06

การซื้อขาย option

บทความจากเอกสาร "รู้จักกับตราสารอนุพันธ์" : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย : พฤศจิกายน 2548

                ตรงกันข้าม  คำสั่ง Short หมายถึง การลงทุนใด ๆ ที่นักลงทุนทำผลกำไรจากราคาที่ลดลงของหลักทรัพย์อ้างอิง ตัวอย่าง เช่น Low Option เป็นการลงทุนแบบ short : นักลงทุนจะทำกำไรได้เมื่อราคาหลักทรัพย์อ้างอิง  ต่ำกว่าราคาปัจจุบันแม้เพียงครั้งหนึ่งก่อนที่เวลาจะหมดอายุ ส่วนในการซื้อขายทั่วไป คำสั่ง Short เกี่ยวข้องกับการขายหลักทรัพย์ซึ่งสร้างความต้องการและทำให้ราคาหลักทรัพย์ลดลง


การซื้อขาย option

ขั้นตอนการดำเนินการ 1. การเซ็นสัญญา: ลูกค้าต้องเซ็นสัญญารับรองมูลค่าการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และใบขอซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ก่อนที่จะทำการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าแบบ option 2. จ่ายเงินมัดจำ: ด้วยเงินสดตามสัดส่วน หรือยื่นคำขอมอบเครดิตเป็นเงินมัดจำ 3. สอบถามราคา: ลูกค้าสามารถตกลงรายละเอียดการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ด้วยการมอบสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อสอบถามราคากับธนาคารแห่งประเทศจีน 4. การตกลงซื้อขาย: เมื่อตกลงการซื้อขายกันแล้ว ธนาคารแห่งประเทศจีนจะส่งการยืนยัน การซื้อขายที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่ลูกค้า 5. การชำระบัญชี: ส่งมอบจำนวนเงินที่ระบุในสัญญาเต็มจำนวนภายในวันครบกำหนดชำระเงิน ผู้สมัครสามารถร้องขอให้ธนาคารจบการซื้อขายในราคาที่เท่าเทียมกันในกระบวนการซื้อขาย หรือร้องขอให้ธนาคารขยายยืดระยะเวลาตามสมควร



วิดีโอ การซื้อขาย option

TFEX SET50 Index Options, Options คืออะไร

อ่านเกี่ยวกับ การซื้อขาย option

ตราสารอนุพันธ์ประเภท Options เป็นสัญญาที่ให้สิทธิแบบไม่ผูกมัดแก่ผู้ถือในการซื้อขายสินทรัพย์หรือตราสารทางการเงิน ในราคาที่กำหนด ภายในวันที่กำหนด ทั้งนี้ Options แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ Call Options เป็นออปชันประเภทให้สิทธิในการเลือกที่จะซื้อหรือไม่ซื้อ ตามจำนวนและราคาที่ระบุ ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ก่อนเป็นการล่วงหน้าและ Put Options เป็นออปชันประเภทให้สิทธิในการเลือกที่จะขายหรือไม่ขาย สำหรับราคาที่กำหนดบนสัญญา Options เรียกว่า ราคาตามสิทธิ (Strike Price หรือ Exercise Price) ส่วนวันครบกำหนดบนสัญญา Options เรียกว่า Expiration Date หรือ Exercise Date หรือ Maturity

โดยสิทธิที่ผู้ถือ Options ได้รับนั้นไม่ได้เป็นเงื่อนไขบังคับ ซึ่งผู้ถือ Options สามารถเลือกที่จะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ ลักษณะดังกล่าวนี้เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้ Options แตกต่างจาก Futures โดยผู้ถือสัญญา Long Futures (ด้านผู้ซื้อ) เป็นผู้ที่ต้องให้คำมั่นว่าจะ "ซื้อ" สินทรัพย์ที่กำหนดในสัญญาในราคาและเวลาที่กำหนดในอนาคต ในขณะที่ผู้ถือสัญญา Short Futures (ด้านผู้ขาย) เป็นผู้ที่ต้องให้คำมั่นว่าจะ "ขาย" สินทรัพย์ที่กำหนดในสัญญา ในราคาและเวลาที่กำหนดในอนาคตเช่นเดียวกัน

แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ซื้อ Call Options มีทางเลือกว่าเมื่อครบกำหนดในอนาคตจะ "ใช้สิทธิซื้อ" สินทรัพย์ที่กำหนดหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าใช้สิทธิก็จะสามารถซื้อในราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาตั้งแต่แรกได้ ส่วนผู้ซื้อ Put Options มีทางเลือกว่าเมื่อครบกำหนดในอนาคตจะ "ใช้สิทธิขาย" สินทรัพย์ที่กำหนดหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าใช้สิทธิก็จะสามารถขายในราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาตั้งแต่แรกได้ แต่สำหรับผู้ขายออปชันนั้นมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญา หากผู้ซื้อใช้สิทธิ

 ตัวอย่าง : ธุรกรรมการซื้อขาย Stock Options สมมติว่าผู้ลงทุนสั่งซื้อ Call Options ของหุ้นบริษัท A โดยกำหนดราคาตามสิทธิ (Strike price) ไว้ที่ 100 บาทต่อหุ้น และจะครบกำหนดในอีก 3 เดือนข้างหน้า ซึ่ง Call Options 1 สัญญาเท่ากับจำนวน 100 หุ้น  การสั่งซื้อของผู้ลงทุนจะผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นนายหน้า (Broker) เพื่อแจ้งให้ผู้ลงทุนทราบอีกต่อหนึ่ง และสมมติว่าสามารถจับคู่การซื้อขายได้แล้วกำหนดราคาที่ผู้ซื้อ Call Options ต้องจ่ายให้แก่ผู้ขายเท่ากับ 6 บาทต่อหุ้น ดังนั้น ค่าใช้จ่ายที่ผู้ซื้อ Call Opitons ต้องจ่ายให้แก่ผู้ขายเพื่อเป็นราคา Options จะเป็นเงินทั้งสิ้น = 100 หุ้น x 6 บาท = 600 บาท โดยผู้ซื้อจะจ่ายเงินจำนวนนี้ผ่านบริษัทนายหน้า ซึ่งจะส่งต่อไปยังตลาดอนุพันธ์อีกต่อหนึ่ง

ธุรกรรมของการซื้อขาย Options นั้นเกิดขึ้นได้ 4 กรณี ได้แก่ 1) การซื้อ Call Option  2) การซื้อ Put Options 3) การซื้อ Put Options และ 4) การขาย Put Options โดยเรามีศัพท์เฉพาะเรียกการซื้อ Options ว่าการทำ Long positions ส่วนการขายเรียกว่า Short positions หรือ Writing the options

 การซื้อขาย Stock Options เริ่มมีขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่ผลจากการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องของบริษัทนายหน้า ทำให้ธุรกรรม ของ Options ไม่สามารถเติบโตได้ในช่วงนั้น ต่อมาในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์รวมตัวกัน เรียกว่า The Put and Call Brokers and Dealers Association ขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ซื้อหรือขาย Options โดยผู้ซื้อ Options สามารถติดต่อบริษัทนายหน้าใดๆ ที่อยู่ในสมาคมนี้และบริษัทนายหน้านั้นจะไปพยายามหาผู้ออก Options เพื่อจับคู่ซื้อขายให้ได้ ซึ่งอาจหาจากลูกค้าของบริษัทตนเอง หรือของบริษัทอื่นที่อยู่ในสมาคม ถ้าหากไม่สามารถหาผู้ขายได้ บริษัทนายหน้านั้นก็จะรับสถานะเป็นผู้ขายเอง การซื้อขายแบบนี้ถือว่าเกิดตลาดการซื้อขาย Options ขึ้นแบบไม่เป็นทางการ หรือเรียกว่า Over-the-counter Market

ตลาดที่ซื้อขายที่เกิดจาก The Put and Call Brokers and Dealers Associations ได้เสื่อมความนิยมในระยะต่อมา เนื่องจากเป็นการซื้อขายเฉพาะในสมาคม ทำให้ผู้ซื้อ Options เกิดอุปสรรคถ้าต้องการขายให้แก่ผู้ขายรายอื่นที่ไม่ได้อยู่ในสมาคม นอกจากนี้ ยังไม่มีมาตรการรับประกันว่าผู้ซื้อ Options จะปฏิบัติตามสัญญาจริง การผิดสัญญาทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในทางกฎหมายมาก

ต่อมาในเดือนเมษายน ค.ศ. 1973 The Chicago Board of Trade (CBOT) ได้จัดตั้งตลาดซื้อขาย Options ที่เรียกว่า The Chicago Board Options Exchange (CBOE) พร้อมทั้งมีการวางกฎระเบียบที่เป็นมาตรฐานขึ้น ตั้งแต่นั้นมา มีการซื้อขาย Options เพิ่มมากขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า ส่งผลให้มีการจัดตั้งตลาด Options ใหม่ๆ ตามมาอีกหลายแห่ง เช่น The American Stock Exchange (AMEX) และ The Philadelphia Stock Exchange (PHLX) ในปี ค.ศ. 1975 และ The Pacific Stock Exchange (PSE) ในปี ค.ศ. 1976 จนถึงทศวรรษ 1980 จำนวนตราสารที่ซื้อขายกันในตลาด Options ในแต่ละวัน มีจำนวนมากกว่าหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ The New York Stock Exchange (NYSE) ปัจจุบัน ตลาดที่ทำการซื้อขาย Stock Options ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาและของโลกคือ ตลาด CBOE

ในช่วงทศวรรษ 1980 ตลาด Options ในสหรัฐอเมริกาได้พัฒนานำเอาบริการทางการเงินในลักษณะอื่นที่นอกเหนือจากสินทรัพย์อ้างอิง ประเภทหุ้นสามัญมาทำสัญญาซื้อขาย Options เช่น อัตราแลกเปลี่ยน ดัชนีราคาหุ้น และ Options สำหรับ Futures ซึ่งตลาด PHLX เป็นตลาดแรกที่เปิดการซื้อขาย Options ของอัตราแลกเปลี่ยน ตลาด CBOE เป็นตลาดแรกเช่นกันในยุคนี้ที่เปิดธุรกรรม Options ของ ดัชนี S&P 100 และดัชนี S&P 500 ส่วนตลาด AMEX ก็เริ่มซื้อขาย Options ของดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ NYSE ด้วย และในช่วงหลังๆ ตลาดบางแห่งก็ได้เปิดให้มีการซื้อขาย Options ของ Futures ด้วย ซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการใหม่ของยุคนั้น เช่น ตลาด CBOT เปิดซื้อขาย Options ของ Futures สำหรับปศุสัตว์ การเติบโตของตลาดซื้อขาย Options จึงเริ่มมีมากขึ้น และความนิยม นี้ได้เริ่มแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ด้วย ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดตั้งตลาด Options ที่เป็นทางการขึ้นอีกหลายแห่งในโลก

ประโยชน์อีกประการหนึ่งของการซื้อขาย Options ในตลาด OTC ก็คือ Options ที่ซื้อขายกันสามารถถูกออกแบบให้ตรงกับความต้องการ ของผู้ซื้อแต่ละรายได้ ซึ่งแตกต่างจากการซื้อขายในตลาดที่เป็นทางการ ที่จำเป็นต้องกำหนดรูปแบบของ Options ให้เป็นมาตรฐาน เพื่อที่จะทำให้สามารถจำหน่ายได้ทั่วไป และเอื้อต่อการจับคู่ซื้อขายให้เป็นไปโดยง่าย

บทความจากเอกสาร "รู้จักกับตราสารอนุพันธ์" : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย : พฤศจิกายน 2548

Source: http://www.binaryoptionee.com/view.php?idr=46


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การซื้อขาย option

การซื้อขาย option

TFEX SET50 Index Options, Options คืออะไร

วิดีโอ การซื้อขาย option



ประโยชน์อีกประการหนึ่งของการซื้อขาย Options ในตลาด OTC ก็คือ Options ที่ซื้อขายกันสามารถถูกออกแบบให้ตรงกับความต้องการ ของผู้ซื้อแต่ละรายได้ ซึ่งแตกต่างจากการซื้อขายในตลาดที่เป็นทางการ ที่จำเป็นต้องกำหนดรูปแบบของ Options ให้เป็นมาตรฐาน เพื่อที่จะทำให้สามารถจำหน่ายได้ทั่วไป และเอื้อต่อการจับคู่ซื้อขายให้เป็นไปโดยง่าย

                โดยทั่วไป คำสั่ง Long หมายถึง การลงทุนใด ๆ ที่ผลกำไรของนักลงทุนเกิดจากราคาที่เพิ่มขึ้นของหลักทรัพย์อ้างอิง ตัวอย่าง เช่น  High Options เป็นการลงทุนแบบ Long  นักลงทุนจะทำกำไรได้เมื่อราคาหลักทรัพย์อ้างอิงสูงกว่าราคาปัจจุบันแม้เพียงแค่ครั้งหนึ่งในช่วงก่อนเวลาหมดอายุ ในการซื้อขายทั่วไป คำสั่ง Long  คือ การที่เทรดเดอร์ซื้อหลักทรัพย์เพื่อสร้างอุปสงค์และทำให้ราคาหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น

สำหรับลูกค้า 1. ลูกค้าที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่ต้องการแลกเปลี่ยนเงินตราในระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง รวมถึงบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจนำเข้าและส่งออก 2. ลูกค้าต้องเปิดบัญชีสกุลเงินที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนกับธนาคาร



การซื้อขาย Binary Options ง่ายมาก แต่ สิ่งที่สำคัญมาก คือ ต้องเข้าใจคำจำกัดความพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง มิฉะนั้นคุณจะไม่สามารถเข้าใจวิธีการซื้อขาย  “High” เป็น หนึ่งในคำศัพท์ที่พบมากที่สุดในการซื้อขาย Binary options

A High Option คืออะไร ?

             High คือ การซื้อขาย Binary Options แบบ High or Low ( Up or Down ) และ เป็นการซื้อขายที่มีเวลาหมดอายุใน 60 วินาที

            โดยทั่วไป High Options หมายถึงการเพิ่มขึ้นของราคาหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ซึ่งได้แก่ : หุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์, Forex หรือดัชนีต่างๆ ถ้าคุณรู้สึกว่าระดับราคาของหลักทรัพย์จะสูงกว่าระดับราคาในปัจจุบันในตอนท้ายของการหมดเวลา คุณควรจะเลือกเทรดแบบ High Option

            หลังจากทำการซื้อขาย ถ้าการคาดเดาของคุณถูกต้อง เมื่อหมดเวลาลงแล้ว คุณจะได้รับกำไรตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และเงินจำนวนนั้นจะถูกเพิ่มเข้าไปในยอดเงินในบัญชีของคุณ แต่ถ้าการคาดเดาออกมาไม่ถูกต้อง คุณจะเสียจำนวนเงินที่คุณลงทุนไปทั้งหมด

            High Option ยังคงมีอยู่ในตลาดการซื้อขายตามปกติ แต่จะมีความแตกต่างของผลตอบแทนอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมาอยู่ในตลาดการซื้อขายแบบ Binary Options

            สมมติว่า ระดับราคาของแอปเปิ้ลในขณะนี้อยู่ที่ $ 100 และคุณลงทุน $ 50 ผ่านการซื้อขายในตลาดตามปกติ  ถ้าหลังจากเวลาหมดอายุ ราคาของแอปเปิ้ลเป็น $ 101 นั่นคือคุณทำกำไรได้  1% คิดเป็นเงินได้  $ 0.5  ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณมีการซื้อขายแบบ High Option ในการซื้อขาย Binary Option กำไรของคุณจะเป็นประมาณ 70% คือ 35 $ ความแตกต่างระหว่างราคาตอนที่หมดอายุกับราคาใช้สิทธิ (ราคาตอนที่คุณซื้อหลักทรัพย์) จะไม่มีความสำคัญอะไรต่อกำไรของคุณในกรณีของการซื้อขายแบบ Binary Options

          เรื่องทั้งหมด ก็คือ ถ้าระดับราคาสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาสุดท้ายหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการหมดอายุ เช่น ในตัวอย่างนี้ คุณจะได้ทำกำไรเหมือนกันถ้าราคาของแอปเปิ้ลเป็น $ 110 $ 150 ในสิ้นรอบระยะเวลาหมดอายุ

การซื้อขาย High Option

          การซื้อขาย High Option ทำได้ง่ายๆและตรงไปข้างหน้า ก่อนอื่นคุณต้อง login เข้าสู่ระบบบัญชีซื้อขายของคุณกับโบรกเกอร์ Binary options จากนั้นเลือกโหมดการซื้อขาย บางทีมันอาจจะเป็น High or Low  (หรือเรียกว่า Upหรือ Down) หรือ 60 วินาที

          หลังจากที่เลือกโหมดการซื้อขาย คุณเพียงแค่เลือกหลักทรัพย์ที่คุณคิดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นซึ่งคุณหาดูข้อมูลเหล่านี้ได้จากข่าวจากตลาด,หรือ ใช้สัญญาณ Binary Option มาช่วยในการตัดสินใจ ต่อไปคุณต้องใส่จำนวนเงินที่คุณต้องการลงทุน ถ้าหากคุณซื้อขายแบบ High or low คุณจะต้องเลือกระยะเวลาหมดอายุ ในขณะที่ในกรณีของ Option แบบ 60 วินาที ระยะเวลาหมดอายุจะเป็น 1 นาที

          ถ้าคุณชนะคุณจะได้รับผลตอบแทนเป็นกำไร ตามอัตราร้อยละของจำนวนเงินที่ลงทุนซึ่งคุณรู้อยู่แล้วก่อนที่จะทำการซื้อขาย

คำสั่ง Long and Short

                ในฐานะที่เป็นเทรดเดอร์ Binary Option คุณคงต้องเจอกับคำว่า Long and short บ่อยๆ เพราะพวกเขาใช้กันแพร่หลาย พบมากแม้ในการซื้อขายแบบปกติ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจคำสั่งที่สำคัญเหล่านี้

                โดยทั่วไป คำสั่ง Long หมายถึง การลงทุนใด ๆ ที่ผลกำไรของนักลงทุนเกิดจากราคาที่เพิ่มขึ้นของหลักทรัพย์อ้างอิง ตัวอย่าง เช่น  High Options เป็นการลงทุนแบบ Long  นักลงทุนจะทำกำไรได้เมื่อราคาหลักทรัพย์อ้างอิงสูงกว่าราคาปัจจุบันแม้เพียงแค่ครั้งหนึ่งในช่วงก่อนเวลาหมดอายุ ในการซื้อขายทั่วไป คำสั่ง Long  คือ การที่เทรดเดอร์ซื้อหลักทรัพย์เพื่อสร้างอุปสงค์และทำให้ราคาหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น

                ตรงกันข้าม  คำสั่ง Short หมายถึง การลงทุนใด ๆ ที่นักลงทุนทำผลกำไรจากราคาที่ลดลงของหลักทรัพย์อ้างอิง ตัวอย่าง เช่น Low Option เป็นการลงทุนแบบ short : นักลงทุนจะทำกำไรได้เมื่อราคาหลักทรัพย์อ้างอิง  ต่ำกว่าราคาปัจจุบันแม้เพียงครั้งหนึ่งก่อนที่เวลาจะหมดอายุ ส่วนในการซื้อขายทั่วไป คำสั่ง Short เกี่ยวข้องกับการขายหลักทรัพย์ซึ่งสร้างความต้องการและทำให้ราคาหลักทรัพย์ลดลง

Source: https://www.trinityquicktrade.com/Quicktrade/iframe/th_derivatives_04.html